http://kasab71.blogspot.com/ เรื่องราวต่าง ที่น้องภพเค้าเขียนเล่า น่าอ่านมากๆ
น่าจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ไม่ยาก........พี่สนับสนุน ครับน้องภพ
ชอบหลายเรื่องที่ภพเขียน..แต่เรื่องนี้ประทับใจมากๆๆ
.................................................................................
เมื่อผมเรียนดำน้ำ
“ถ้ามึงชอบทะเลมากขนาดนั้นนะ กูแนะนำให้มึงไปเรียน scubaซะทีเถอะ ” เป็นเสียงเพื่อนๆผม ที่ย้ำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเด้าเก่า , กระท่อก เวลาเราสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องทะเลเพราะรู้ว่าผมรักทะเลมากแค่ไหนแต่ผมก็รู้ล่ะครับว่าผมจะต้องเรียนอย่างแน่นอน มันคือความฝันของผมที่จะได้ลงไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ผมรักอย่างเต็มตัวซะทีหากแต่จะเป็นเมื่อไร? ที่ไหน?
การเรียนดำน้ำลึก(Scuba Diving)เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการเรียนพอสมควร หลายๆครั้งที่ผมสอบเสร็จ เทกระปุกออกมานับเงินแล้วนำไปแลกที่ร้านค้าหน้าบ้าน เงินที่ได้ก็มักจะนำไปใช้ในการท่องเที่ยวทะเลเสมอๆ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงยังไม่ได้เรียนดำน้ำซะที หากผมเป็นคนรวยมีสตางค์เยอะแบบเหลือใช้ ปัญหาต่างๆก็คงไม่มีแต่นี่ผมต้องเก็บหอมรอมริบด้วยตัวเอง ไม่สามารถขอพ่อขอแม่ได้(ยืมได้แต่ต้องคืน) หลายครั้งที่ผมทำความสะอาดบ้าน เหงื่อท่วมตัว แล้วได้ค่าตอบแทนมา ผมดีใจมากๆแม้ไม่ใช่จำนวนที่มากมายอะไรแต่ก็สามารถเลี้ยงชีพได้ 3-4วัน ผมจึงเติบโตมาโดยรู้ถึงค่าของเงินมาตั้งแต่เด็ก
ผมไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินหลายๆคนถามผมว่า “ดำน้ำ เรียนไปทำไม? เรียนไปแล้วได้อะไร?” นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว จึงไม่รู้ว่าจะไขว่ขว้ามันไปเพื่ออะไร สู้เอาเวลา เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่าแต่ผมเชื่อว่าหากใช้คำถามเดิมแต่เปลี่ยนไปถามคนอื่นๆที่สนใจ คำตอบจะเปลี่ยนไป สิ่งนี้เรียกว่าความสนใจแบบนิซ เป็นความสนใจในเรื่องๆหนึ่งเฉพาะกลุ่มและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน(ผมทราบเรื่องนี้มาจากงานเขียนของกระท่อกนี่แหละครับ)
ปิดเทอมนี้ผมมุ่งมั่นที่จะเรียนดำน้ำให้ได้ พยายามเก็บเงินให้มากที่สุด และที่สำคัญก็คือยกเลิกการท่องเที่ยวทะเลที่ผมรักชั่วคราว (คราวนี้อยากไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ยังไม่เคยไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นตะรุเตา ,สิมิลัน ปวดใจจริงๆ แต่ทำไงได้ต้องเลือกเอาซักทางครับ)
หนังสือเล่มแรกที่ผมเปิดขึ้นอ่านคือ “ดำน้ำ สู่อัศจรรย์แห่งทะเลลึก” ของคุณเจี๊ยบ อภินันท์ บัวหภักดี บรรณาธิการนิตยสาร อ ส ท ผมซื้อเล่มนี้มาได้เกือบ 1 ปี แต่ยังไม่มีเวลาได้อ่าน คุณเจี๊ยบได้เล่าเรื่องราวของการดำน้ำของแกได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เริ่มหัดดำ ทุกหน้าที่ผมอ่านทำเอาผมตัวสั่น(ไม่ได้น่ากลัวแต่สั่นเพราะอยากไปบ้างครับ)
เอาเป็นว่าเลือดในกายผมเดือดพล่านเรียกว่าใครก็มาฉุดก็ไม่อยู่แล้ว คำถามต่อไปคือ เรียนที่ไหน? จากการที่ผมชั่งน้ำหนักเอาในสมอง(กลวงๆ) การเรียนที่ต่างจังหวัดแบบจบแล้วสอบทันทีดูจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับผมแม้จะใช้ค่าใช้จ่ายมากกว่าการเรียนในกรุงเทพก็ตาม แต่การที่ผมเป็นคนที่เข้าใจอะไรๆยากและช้ากว่าคนอื่นๆ การเรียนแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมต้องการ มีประโยชน์กับผมมากที่สุด ยิ่งช่วงนี้ผมมีเวลาว่างอยู่ ก่อนจะไปฝึกงานในเดือนหน้า การไปเรียนดำน้ำ ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัวแล้วกัน แต่ไม่ได้หมายว่าการเรียนดำน้ำที่กรุงเทพไม่ดีนะครับ การเรียนที่กรุงเทพเวลาสอบต้องรอนักเรียนคนอื่นๆไปสอบพร้อมๆกันเพราะการเหมาเรือเพื่อไปสอบคนเดียวนั้น ไม่คุ้มนั่นเอง(2-3 คนก็ไปสอบกันได้แล้ว) บางครั้งอาจเป็นสัปดาห์ถัดไป บางครั้งรอไปสอบเป็นเดือนก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ว่าคุณมีเวลาให้มันมากน้อยแค่ไหน หากคุณทำงานแล้ว ลางานลำบาก การเรียนที่กรุงเทพจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
หลักสูตรที่ผมไปเรียน เรียกว่า Open Water Course เมื่อเรียนจบจะได้บัตรดำน้ำซึ่งสามารถที่จะไปดำน้ำได้ทั่วโลกแต่ทั้งนี้อยู่ในข้อจำกัดที่ว่า จะดำได้ในความลึกที่จำกัดและไม่สามารถดำในตอนกลางคืนหรือที่เรียกว่า Night Dive ได้ (หากต้องการดำ เมื่อจบOpen Water แล้ว ต้องเรียนต่ออีก ในระดับ Advance)
ผมเลือกที่จะไปเรียนที่ชุมพรคาบาน่า อ ประทิว จ ชุมพร เพราะเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียง ทะเลสวย เป็นแหล่งผลิตนักดำน้ำมากมาย มีอุปกรณ์ต่างๆครบถ้วน อีกทั้งผมทราบจากเพื่อนๆว่ามีรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าทำงานอยู่ที่นี่จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะไปทำความรู้จัก ทักทายตามประสาพี่ๆน้องๆด้วย ก่อนเดินทางชุมพรคาบาน่าโทรมาว่าจะมารับผมเวลา 6 โมง พร้อมแจ้งเวลาเรียนตอน 9 โมง ด้วย
มีข่าวเกี่ยวกับนักดำน้ำเสียชีวิตขณะไปดำน้ำที่เกาะขาม ทำให้ผมรู้สึกกลัวๆอยู่บ้างแต่คิดว่าหากเราเคร่ง ครัดในกฎระเบียบ ไม่ละเลย อันตรายก็จะไม่เกิดขึ้น
19 เมษายน 48
ผมเลือกเดินทางโดยรถไฟเพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เดินทางโดยรถไฟ ส่วนใหญ่จะใช้บริการรถทัวร์ซะมากกว่าและที่สำคัญเดี๋ยวนี้รถไฟฟ้าใต้ดินจากแถวบ้านผมไปถึงสถานีหัวลำโพง การเดินทางจึงสะดวกสบาย ไม่ถึงครึ่ง ช ม ก็ไปถึงสถานีรถไฟแล้ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายด้วย
ระหว่างโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน หลายๆคนมองผมด้วยสายตาแปลกๆคงเป็นเพราะในเวลานี้ คนส่วนใหญ่จะกลับบ้านหรือไปกินข้าว ไปเที่ยวกลางคืนในกรุงเทพ แต่ผมกลับแบกเป้ใบใหญ่อยู่คนเดียว
เมื่อมาถึง ผมเดินหาชานชะลาปรากฎว่า รถไฟยังไม่มาเทียบจึงต้องนั่งดูมวยปล้ำจอยักษ์ไปพลางๆก่อน สายตาเหลือบไปเห็นสองสาวฝรั่ง คงจะไปเกาะเต่าค่อนข้างแน่ ถ้าโชคดีคงได้นั่งใกล้ๆกันแบบที่พี่เจี๊ยบ อภินันท์เล่าตอนไปเรียนดำน้ำที่ชุมพรคาบาน่า(ลุ้นตัวโก่ง ขอให้ได้นั่งใกล้ๆกันเถอะนะ)
รถไฟสายนี้ผมก็เคยนั่งมาแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่คราวนั้นมากับเพื่อนๆอีก 3 คน และจุดหมายของเราไปที่เกาะเต่ากัน แม้ครั้งนี้จะเป็นอีก 1 ครั้งที่เดินทางคนเดียวแต่ผมกลับรู้สึกดีใจและตื่นเต้นในการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ความฝันของผมใกล้จะเป็นจริงแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้าผมจะได้ลงไปหาพวกเขาจริงๆน่ะเหรอ?
เมื่อรถไฟเทียบท่า จะมีการฉีดน้ำทำความสะอาดก่อนที่จะเปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้น ผมได้ที่นั่งริมหน้าต่างซ้ายและอดนั่งกับสองสาวฝรั่ง(ผิดหวังเล็กๆ) แต่ช่างเถอะครับ ผมต้องระมัดระวังกระเป๋ากางเกงให้มากเพราะมีเงินสดติดตัวมาเยอะ เกิดหายไปคงเป็นการเดินทางที่ไม่สนุกแน่ๆ
รถไฟค่อยๆออกจากสถานีหัวลำโพง ผ่านสวนจิตรดา ผ่านสถานีสามเสน ผ่านสถานีบางซื่อ จมูกผมได้กลิ่นบางอย่างเน่าๆ พระเจ้าจอรจ์ มันยอดมาก กลิ่นเท้าคนครับ แล้วอย่างงี้ผมจะนอนหลับไหมเนี่ย?(พยายามดมว่าใช้กลิ่นของเราไหม สุดท้ายต้นตออยู่ข้างหลังผมนี่เอง)
ข้อดีอีกอย่างในการเดินทางโดยรถไฟ คือ สามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่ปวดตา คงเป็นเพราะการวิ่งบนราง การกระเทือนจะน้อยกว่า
พนักงานเดินแจกผ้าห่ม ผมว่าผ้าห่มในรถไฟกลิ่นดูหอมกว่ารถทัวร์บางสายซะอีก ไม่นานนักข้างๆผมก็มีชายคนหนึ่งมานั่งแต่พนักงานรถไฟก็มาบอกว่า “พี่คะ ตั๋วของพี่วันพรุ่งนี้ค่ะ”(แป่ว!!!) เป็นอันว่าข้างๆผมยัง ปล่าวเปลี่ยวยังหวังให้มีสาวๆมานั่งใกล้ๆก็ดีนะ
ถึงตอนนี้ข้างๆทางเริ่มมืด ไม่เห็นอะไรแล้ว ผมเลิกสังเกตข้างๆทาง พนักงานนำของว่างมาเสริฟ เป็นพายปูอัด+น้ำส้ม ซักพักผมว่าเข้าห้องน้ำดีกว่าจะได้ไม่ต้องลุกมาตอนดึก เดินไปที่ประตู ไหนว่าเป็นประตูอัตโนมัติ ทำไมไม่เปิดซะที ที่แท้มีปุ่มให้กดด้วย เปิดออกมีเสียงแบบแรงดันลมเหมือนรถไฟฟ้า ช่างไฮเทคดีจังหนอ
ภายในห้องน้ำมีคำเตือนว่าห้ามใช้ห้องน้ำขณะอยู่ในสถานี คงเป็นเพราะเขาไม่อยากทิ้งของเสียที่สถานีนั่นเอง(แต่ระหว่างรถไฟวิ่ง ไม่เป็นไร) ใช้เสร็จก็กดโดยใช้เท้า และถ่ายรูปห้องน้ำไปด้วย(บ้าหรือเปล่าเนี่ย)
พนักงานเดินตั๋วมาขอตรวจตั๋วโดยคลิบมุมขวาบนให้เป็นรู จากนั้นผมพยายามหลับตาลง ได้ยินเสียงกระดิ่ง 3 ครั้งที่สถานีหนึ่ง จากนั้นไฟที่ตู้ก็ปิดลง เฮ! ผมจะได้หลับซะทีแต่แล้วไฟก็เปิดอีกครั้งเพราะมีผู้โดยสารคนหนึ่งบอกว่าให้เปิดเพราะถ้าปิดจะนอนไม่หลับ (เออ เอาเข้าไป! ความซวยจึงตกอยู่ที่ผมด้วยประการฉะนี้แล)
20 เมษายน 48
“ น้องๆถึงชุมพรแล้วค่ะ” ผมตื่นขึ้นอย่างไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนักเพราะเมื่อคืนช่างเป็นการนอนที่ทรมานเสียจริงๆ แต่ผมก็ยังนั่งเซ่ออยู่ จนพนักงานสาวมาเรียกอีกครั้งหนึ่ง ไฟจึงลนก้นให้ผมรีบลุกทันที
ที่นี่ มีลงเพียงผมและสาวฝรั่งคนหนึ่งเท่านั้น ผมกวาดสายตารอบๆมองหารถของชุมพรคาบาน่า ไม่นานนักจากการสอบถามพี่ๆที่ประกอบอาชีพรับส่ง-ผู้โดยสาร ก็ชี้ไปที่รถตู้สีเทาคันหนึ่ง ผมเดินเข้าไปคุยกับพี่คนขับ นอกจากผมแล้วก็ยังมีครูสอนดำน้ำ 2 คนไปกับรถด้วย
“เขาให้พี่มารับน้องโดยเฉพาะเลยนะเนี่ย” พี่ป้อมชายหนุ่มวัยกลางคน กล่าวอย่างติดตลก
“ขนาดนั้นเลยเหรอพี่” ผมแปลกใจแต่มีแนวโน้มว่าเชื่อในคำพูดของพี่ป้อม
“ ไม่ใช่หรอกครับ พวกพี่พึ่งกลับมาจากสงกรานต์พอดี นี่พี่นกครับ” พี่ป้อมเฉลยพร้อมแนะนำให้รู้จักกับพี่นก หญิงสาววัยไล่เลี่ยกัน
ระหว่างทางเราสนทนากันหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องดำน้ำด้วย
“ทริปล่าสุด พี่ไปตะรุเตามาค่ะ แต่น้ำออกจากขุ่น” พี่นกกล่าว พร้อมเล่าให้ฟังว่าพบเจออะไรมาบ้าง
ผมคิดในใจและรู้สึกดีใจมากที่ได้รู้จักพี่ๆ เพราะตั้งแต่ที่ผมเริ่มชอบทะเล เริ่มอ่านหนังสือ ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเลอย่างจริงจัง นอกจากการถาม-ตอบในเว็บไซด์แล้ว ผมไม่เคยคุยเรื่องการดำน้ำกับใครได้มีความสุขเช่นนี้มาก่อนแม้กระทั่งเพื่อนๆของผมที่เรียนดำน้ำมาแล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะพวกเขายังมีข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ทะเลน้อยกว่าผมก็เป็นได้และอีกประการคือ พี่ป้อมกับพี่นกดำน้ำเป็นอาชีพหลัก ชั่วโมงบินและความรู้จึงสูงตามไปด้วย
จากสถานีรถไฟประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวขวาก็ถึงหาดทุ่งวัวแล่น อันเป็นที่ตั้งของชุมพรคาบาน่า(สังเกตก่อนเลี้ยวขวาจะมีรูปปั้นวัวอยู่กลางถนน)
หลังจากลงชื่อ Check-in เข้าพักแล้ว พี่ป้อมกับพี่นกขอตัวไปอาบน้ำและนัดเจอผมทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารใกล้ๆหาด ถึงตอนนี้พนักงานก็พาผมมาที่ห้อง ก่อนใช้กุญแจเสียบที่ข้างห้อง เปิดไฟและเครื่องปรับอากาศ ผมเห็นความหรูหราของห้องแล้วก็อดยิ้มและภูมิใจเล็กๆไม่ได้(จริงๆห้องก็เป็นแบบฉบับของโรงแรมทั่วๆไป มีเตียงนอน ตู้เย็น ทีวี ห้องน้ำ)เพียงแต่ว่าไอ้ห้องแบบนี้ผมเคยแต่มากับครอบครัวหรือเพื่อนๆ หากมาเองก็คงไปนอนตามบ้านพักหรือเตนส์ที่ราคาถูกกว่า(ประหยัดตังค์) ไอ้ผมน่ะเที่ยวแบบติดดินมาตลอด คราวนี้มาหรูโว้ย! พูดแล้วเขี้ยวออก อยากหัวเราะดังๆนี่เราเก็บตังค์มาได้เองเหรอเนี่ย(ยืมตังค์แม่มาเล็กน้อยเท่านั้น)
ผมถ่ายรูปห้องเก็บไว้ ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำให้สบายตัวขึ้น ก่อนออกจากห้อง เมื่อดึงกุญแจออก ทำไมไฟยังไม่ดับล่ะ! จะหาคนแถวนั้นก็ไม่มีซะด้วย แล้วทำไงวะเนี่ย ปกติมันอัตโนมัติไม่ใช่เหรอ?(ทำตัวเป็นบ้านนอกเชียว) ปรากฏว่าพอปิดประตูไม่นาน เปิดไปใหม่ก็เป็นอันปิดเรียบร้อย(ต้องใช้เวลาเล็กน้อย)
อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ มีให้เลือกหลายอย่างเชียว (จะกินให้หายเหี้ยนเลย) พี่นกแนะนำให้ผมลองข้าวยำ การันตีว่าอร่อยแน่ ผมไม่เคยกินข้าวยำมาก่อน เคยแต่เห็นแม่กินที่Fast food เซ็นทรัล ลาดพร้าว คราวนี้ลองดูซักครั้ง จะได้กินเป็น ปรากฏว่าอร่อยมากครับ น้ำราดมีรสหวาน ถูกใจคนชอบหวานๆ จากนั้นต่อด้วยAmerican Breakfast,ขนมครกและน้ำเก็กฮวย (คนกินจริงๆครับ สาบานได้)
พี่ป้อมแนะนำให้ผมรู้จักกับพี่เหนอ ซึ่งเป็น Divemaster ของที่นี่ เป็นคนชุมพร พี่เหนอเล่าให้ฟังว่า ช่วงสงกรานต์คนเยอะมาก เยอะจนต้องออกเรือ 3 ลำ ผมฟังพี่ๆเขาคุยกันก็มีความสุข อาจเป็นเพราะพี่ป้อมกับพี่นกเป็นคนสนุกสนานก็ได้เลยทำให้คนอื่นๆที่คุยกับแก สนุกสนานไปด้วย
จากนั้นพวกพี่ๆ พาผมไปที่Dive Shop เพื่อลองFin(ตีนกบ) ส่วนWet Suit(เป็นชุดที่นักดำน้ำใส่กัน) ผมไม่ได้ลองใส่เพราะคุณWerner ซึงเป็นInstructorของที่นี่เลือกให้แล้ว ทั้งนี้เพราะในช่วงบ่ายเราจะ เรียนปฏิบัติในสระกัน ภายในห้องมีอุปกรณ์ดำน้ำมากมายหลายขนาดเรียกว่าครบครันทีเดียว
ผมขึ้นไปทำธุระที่ห้องเล็กน้อย เสร็จแล้วก็เตรียมตัวไปที่ห้องเรียนเพื่อเริ่มเรียนภาคทฏษฏีตามเวลาที่นัดหมาย ที่นี่มีหลายตึกจนผมงง(ยังไม่คุ้น) โชคดีเจอพี่นกผ่านมา ก็เลยพาผมไปที่ห้องเรียน ระหว่างทางมองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ ที่นี่คงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างดีจริงๆ
ผมได้รู้จักกับนักเรียนอีก 2 คน คือ พี่ยุทธ จบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กำลังประกอบอาชีพทนายความ และโบ๊ต กำลังศึกษาอยู่ที่คณะประมง ลาดกระบัง วันแรกในห้องเรียน พี่ป้อมLectureให้ฟัง จากนั้นให้ดูวีดีโอก่อนที่จะให้ทำข้อสอบเมื่อเสร็จสิ้นการดูวีดีโอทุกๆครั้ง การเรียนไม่ได้เป็นไปอย่างเคร่งเครียดหากแต่เป็นบรรยากาศแบบสบายๆตามประสาพี่ๆน้อง มีการสอดแทรกประสบการณ์ในการดำน้ำ การหยอกล้อระหว่างพี่ป้อมและพี่นกบวกกับมุขตลกทำให้นักเรียนไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย
ช่วงพักเที่ยง พี่ป้อมแนะนำให้รู้จักกับพี่เอกซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการที่นี่ พี่เอกใจดีมากเลี้ยงกล้วยทอดแสนอร่อย และยังมีมุขตลกมาฝากทำเอาทั้งโต๊ะ ฮากันถ้วนหน้า
ผมกลับไปยังDive Shop อีกครั้งหนึ่งเพราะพี่ยุทธกับโบ๊ตยังไม่ได้ลองอุปกรณ์ แต่คราวนี้ผมลอง BCD(เสื้อชูชีพสำหรับScuba)ด้วยเพราะเมื่อเช้ายังไม่ได้ลอง จากนั้นอุปกรณ์ของแต่ละคนจะถูกแยกใส่คนละตะกร้าเพื่อง่ายต่อการใช้ในครั้งต่อไปและจะถูกลำเลียงไปที่สระว่ายน้ำเพื่อใช้ในการเรียนภาคบ่าย
ช่วงบ่ายพี่ป้อมก็สอนในบทเรียนต่อไป พร้อมเปิดวีดีโอให้ดูและมีข้อสอบให้ทำอีกเช่นเคย ไม่นานนักเสียงปลาโลมาร้องจากโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นรุ่นพี่ของผมที่อุตสาห์ใจดี ดูผลสอบให้ จริงซิ?วันนี้ประกาศผลสอบตั๋วทนายภาคทฏษฏี นี่ ผมขอร้องให้พี่เขาดูให้เพราะไม่มีเวลาจริงๆ แต่ใจผมก็ร้อนรนอยู่ไม่น้อย เพราะอยากจะผ่านอยู่เหมือนกัน(หลังจากปีที่แล้วก็ผิดหวังมาครั้งหนึ่ง) หากผิดหวังอีก การเรียนใน 4 วันนี้อาจจะลดความสนุกไปก็ได้(หากเป็นคนเก่งการสอบผ่านคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่คนไม่เก่งแต่มีความพยายามอย่างผมการสอบผ่านถือเรื่องที่น่ายินดีมาก)
“เดี๋ยวเตรียมตัวไปเรียนในสระนะครับ” พี่ป้อมพูด
ระหว่างทางเดินไปสระพร้อมแดดที่ร้อนจ้า “ปี๊บๆ” มีเสียงmessage เมื่อมันถูกเปิดอ่าน ผมสอบผ่านแล้ว ผมดีใจมากๆ เท่ากับว่าไม่มีอะไรมากวนใจผมได้อีกแล้ว ต่อไปนี้คือ บทเรียนคร่าวๆที่ผมเรียนครับ
บทที่1 พี่ป้อมให้ทุกๆคนเปลี่ยนWet Suit ให้เรียบร้อย ก่อนจะให้หยิบเฉพาะFin ลงสระเพื่อฝึกตีขา
บทที่ 2 ให้ฝึกการทดสอบลมในTank ฝึกการเปิด-ปิด(เหมือนการบิดมอเตอร์ไซด์), ใส่BCD เข้ากับTank เปิดวาวล์ที่TankและนำสายInflatorของBCDมาเสียบที่Tankและปิดวาวล์ การทดสอบลมเพียงกดปุ่มที่ด้านหน้าของRegulator ลมก็ออกมา นำนิ้วแหย่เข้าไป ลมก็หยุดโดยอัตโนมัติ จากนั้นรวมสายเข้าด้วยกันและวางTankนอนลงด้วยความระมัดระวัง จากนั้นเป็นขั้นตอนการใส่ตะกั่วที่เอว ขั้นตอนนี้ดูจะเป็นขั้นตอนที่ผมคล่องที่สุด จากนั้นก็ใส่BCD ใส่Fin เพื่อเข้าสู่บทเรียนต่อไป
บทที่ 3 ฝึกการเติมลมและปล่อยลมBCD และลองดำตามพี่ป้อมและฝึกตีขา ความรู้สึกแรกที่หายใจผ่านRegulator อากาศช่างหอมหวานจริงๆ(เหมือนที่คุณเจี๊ยบ อภินันท์ บอกไม่มีผิด)
บทที่ 4 ฝึกวิธีหาสายOctopus 2 วิธี จะเห็นได้ว่าช่วงแรกพี่ป้อมจะแสดงให้ดูก่อนจากนั้นให้นักเรียนลองทำที่ละคนเมื่อทำได้ก็จะได้รับคำชมโดยการจับมือ(ก็ในน้ำพูดไม่ได้)
บทที่ 5 ฝึกการClear อากาศที่Regulator 2 วิธี ระหว่างนั้นก็ฝึกการทำ Bubble ไปด้วย
บทที่6 ฝึกสถานการณ์ว่าBuddy อากาศหมดขออากาศจากOctopus ของเราและฝึกสถานการณ์ที่เราขออากาศจาก Buddy บ้าง ทั้งหมดเรียกว่า Alternate Air Source
บทที่7 ถ้าน้ำเข้าหน้ากากครึ่งหนึ่งเราจะมีวิธีไล่อากาศอย่างไร บทนี้เริ่มมีปัญหาสำหรับผมเพราะผมมักจะติดการหายใจทางจมูกทำให้สำลักน้ำ เลยต้องฝึกหลายครั้งนิดนึงแต่ในที่สุดผมก็ทำได้ ส่วนพี่ยุทธกับโบ๊ตไม่มีปัญหาครับ เขาหัวไวกว่าผมอยู่แล้ว
บทที่ 8 ถ้าน้ำเข้าหน้ากากแบบเต็มๆเราจะมีวิธีไล่อากาศอย่างไร บทนี้ผมสำลักน้ำอีกครั้งเพราะเวลาอยู่ในน้ำตั้งแต่เด็กผมไม่เคยลืมตาใต้น้ำเลยจึงทำให้แสบตาและรู้สึกตกใจ พี่ป้อมต้องขยายให้ว่า “หลับตาก็ได้น้อง” ผมจึงสามารถผ่านบทนี้ไปได้
บทที่ 9 ฝึกการถอดหน้ากากและใส่หน้ากากใต้น้ำในขณะที่ปากยังคาบ Regulator อยู่ บทนี้ผมผ่านอย่างง่ายดาย จนพี่ป้อมแซวว่า “ไอ้ยากๆนี่ทำครั้งเดียวผ่านเลยนะ”
บทที่10 ฝึกการแสดงท่าทางในน้ำว่า อากาศเหลือเท่าไร
บทที่ 11 ฝึกการลอยตัว โดยการหายใจเข้า-ออก
บทที่12 ฝึกถอด-ใส่ BCD ที่ผิวน้ำ
เรื่องควรรู้
1 ห้ามกลั้นหายใจเมื่อเปลี่ยนระดับให้สูงขึ้น เสี่ยงต่ออาการปอดฉีกได้ ส่วนการSkin Dive เมื่อกลั้นหายใจเวลาขึ้นจากน้ำได้เพราะเราไม่ได้หายใจเข้าไปเพิ่มนั่นเอง
2 อากาศถึง 50 ควรเตรียมตัวขึ้นได้
3 ห้ามเอา Regulator ออกจากปาก หากหลุดต้องทำBubble เสมอๆ
4 หากมีสติ ไม่Panic อันตรายจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
5 ตะกั่วแบบกลมมีน้ำหนัก 2 ปอนด์ แบบเหลี่ยมมีน้ำหนัก 1 กิโล
6 หากClear หูไม่ได้ ให้ปรับระดับขึ้นมาเล็กน้อย อย่าดันทุรังลงต่อไปเพราะจะเสี่ยงต่อแก้วหูฉีก(การClearหู บางคนอาจใช้เวลาหลายๆครั้ง จึงจะClear ได้ หากเป็นหวัด ไม่ควรลงดำน้ำ)
7 การขึ้นจากน้ำต้องไม่เร็วกว่า 18 เมตรต่อนาที ควรมีการทำ Safty Stop ในระดับ 5 เมตรด้วย
8 เมื่อเราลงสู่ความลึก สีแรกที่หายไปคือ สีแดง สีสุดท้ายที่หายไป คือ สีน้ำเงิน พี่ป้อมเล่าให้ฟังว่าในระดับความลึก เพื่อนแกเลือดออกจึงเป็นสีน้ำเงิน
9 การออกแรงช้าๆหายใจช้าๆลึกๆอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยในการประหยัดอากาศได้
10 การทำBuddy Check มี 5 ขั้นตอน คือ B ย่อมาจาก BCD, W คือ Weight Rย่อมาจากRelease คือดูว่าล็อคดีหรือยัง ,A ย่อมาจาก Air ,และF ย่อมาจากFinal OK
11 ห้ามกดปุ่มเติมลมในBCD เพื่อขึ้นจากน้ำด้วยความเร็วสูง หากจะกดๆได้เพียงเล็กน้อยเพื่อปรับระดับ
ถึงตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้ว วันแรกของผมได้เรียนรู้หลายอย่างเชียวล่ะ อาจจะมีไม่ทันบ้างแต่ผมก็เตรียมคำถามไว้ถามพี่ป้อมและพี่นกแล้วในช่วงกินข้าวแล้ว จากนั้นก็ขึ้นไปอาบน้ำ อาหารของผมวันนี้เป็นปูผัดผงกระหรี่ราดข้าวและปลาผัดเปรี้ยวหวานราดข้าว วันนี้ปวดหลังมากอาจเป็นเพราะเข็มขัดตะกั่วก็ได้ พอยังไม่ชินก็เลยทำให้รู้สึกปวดหลัง พี่ป้อมนัดเจอเวลา 8 โมงครึ่ง สำหรับการเรียนในห้อง ในวันถัดไป
คืนนี้ผมหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่อย่างไรก็ตามเป็นการหลับอย่างมีความสุขครับ
21 เมษายน 48
เช้านี้ผมตื่นด้วยความสดชื่น นานแล้วที่ผมไม่ได้นอนเร็วและตื่นด้วยความสดชื่นแบบนี้ (ส่วนใหญ่จะนอนหลังเที่ยงคืนเกือบทุกวัน) หลังจากที่อาบน้ำลงไปกินข้าวเช้าอย่างเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาไปเรียนในห้องเรียน
พี่ป้อมให้ดูวีดีโอและให้ทำข้อสอบต่อ ก่อนที่จะพักกินข้าวกลางวัน ซึ่งเราฟังประสบการณ์การดำน้ำเหมือนเคย ยิ่งฟังมากก็ยิ่งมีสิ่งที่อยากค้นหามากขึ้น จากนั้นเราก็ไปฝึกปฏิบัติกันที่สระน้ำต่อ ต่อไปนี้คือ บทเรียนคร่าวๆที่ผมเรียนครับ
บทที่1 พี่ป้อมสอนวิธีใส่Fin อย่างไรไม่ให้ล้มหากบนเรือไม่มีที่จับโดยฝึกให้ใส่กับBuddy แดดร้อนๆทำเอาเท้าพองไปหมด พี่ป้อมเลยบอกว่าวันนี้ร้อนมากพี่ขอไม่ใส่Wet Suit ส่วนใครอยากจะใส่ก็ได้ ไม่ว่ากัน ผมก็เป็นคนหนึ่งล่ะครับที่ไม่ใส่ (แต่ในทะเลยังไงก็ใส่แน่นอน)
บทที่2 สอนวิธีกระโดด 2 วิธี คือGiant Stride และ Back Row
บทที่3 สอนวิธีการถอด-ใส่BCDใต้น้ำ
บทที่4 ถอด Mask หายใจโดยRegulator แล้วให้คนอื่นพาไป
บทที่5 ปิดอากาศข้างหลังแล้ว ขอOctopus จาก Buddy บทนี้ผมอึ้งชั่วคราวเพราะยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำอะไรต่อไปกันแน่ อยู่ๆพี่ป้อมมาปิดอากาศข้างหลัง สูดอากาศอยู่ดีๆไหงอากาศหายไป!! พี่ป้อมต้องช่วยเตือนสติ ผมถึงนึกออก
บทที่6 ถอดInflator แล้วBubble และใช้ปากเป่าลมเข้าBCD เพื่อให้พอง
บทที่7 ทำซีซาร์(CESA)ขึ้นจากน้ำ
บทที่8 ฝึกลอยตัวโดยการหายใจเข้า-ออก
นอกจากนี้พี่ป้อมยังสอนการนวดขาเวลาBuddy เป็นตระคริวด้วย แต่ก็ได้ทำแบบจริงเพราะขาผมดันเป็นตระคริวขึ้นมาซะอีก
พอจบการสอน อากาศผมใกล้หมดจึงขอฝึกซ้อมการเตะขาต่อคนเดียว พี่ป้อมจึงถอดฺBCD ของแกให้ผมใช้เพราะของแกยังเหลืออากาศอยู่
เย็นวันนี้ผมเตรียมคำถามมาถามพี่ๆเช่นเคยแต่พี่ๆไม่อยู่กัน(ทราบภายหลังว่าไปไดหมึก) ส่วนผมไม่มีแรงจะทำอะไรต่อไป หลังจากฟาดไก่ผัดเม็ดมะม่วง +สัปปะรดทอด ก็เริ่มง่วงนอนซะแล้ว แถมวันนี้ก็เหนื่อยกว่าเมื่อวานด้วย ปวดน่องทั้ง 2 ข้าง ผมจึงรีบพักผ่อนเพราะต้องเก็บแรงไว้ พรุ่งนี้เช้าต้องไปสอบภาคปฏิบัติที่ทะเลกัน
22 เมษายน 48
วันนี้แล้วซินะ ที่ผมต้องนำความรู้ที่เรียนมา ไปใช้ในการสอบ ในใจตื้นเต้นมากเพราะผมจะได้เข้าไปหาเพื่อนใหม่ใต้น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอีกหลายๆคนยังไม่มีโอกาส
ผมไม่กล้ากินข้าวเยอะมากนักเพราะกลัวที่จะต้องให้อาหารเพื่อนๆผ่านRegulator แต่พี่นกบอกให้กินมากๆจะได้มีแรง ผมจึงเพิ่มอาหารเข้าไปอีกเล็กน้อย นอกจากนี้พี่ก็ยังให้ยาแก้เมาเรือกับผมด้วย
จากนั้นเรานั่งเรือดิงกี้(เรือเล็ก)เพื่อไปขึ้นเรือใหญ่ วันนี้เรือคาบาน่า MV5 จะพาเราไปสอบที่หินเจดีย์ ใกล้ๆเกาะง่ามใหญ่ บนเรือยังมีนักท่องเที่ยวที่จะมาดำน้ำแบบSnockleing โดยสารมาด้วย
ผมนั่งถ่ายรูปไปเรื่อยๆช่วงนี้พี่เหนอ เป็นคนอธิบายถึงจุดหมายปลายทางที่เราจะไปให้นั่งท่องเที่ยวฟัง
เริ่มเกิดอาการเครียด ไม่สบายตัว เหมือนสมัยเรียนมัธยมที่กำลังจะถูกรุ่นพี่ทำโทษ ผมจึงใช้เวลาช่วงนี้ในการนอน เพื่อข่มความกลัวออกไป
DIVE 1 สู้โว้ย!!!!!!!
เรือมาถึงที่เกาะง่ามใหญ่ เราเปลี่ยนWet suit ,Clean mask ด้วยแชมพู ก่อนจะเตรียมตัวลงสอบ(ไม่ต้องประกอบอะไรมากนัก เพราะเรือทำให้เสร็จสรรพ ซึ่งพี่ป้อมเห็นว่าน่าจะให้เราลองทำเองเพราะบางทีอุปกรณ์อาจไม่เรียบร้อย(ตัวเราย่อมรู้ตัวดีที่สุด) แต่ในปัจจุบัน เรือส่วนใหญ่จะทำให้นักดำน้ำในส่วนนี้)
เมื่อใส่BCDและสวมFinแล้ว คุณWernerและพี่ๆคนอื่นภายในเรือก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี(เช่น ช่วยยกTank ออกจากร่อง) เราก็ใช้ท่า Giant Stride เปลี่ยนจากคาบRegulator มาคาบ Snockleแทน และให้สัญญาณ ok ตีขามาข้างๆเรือ โดยพี่ป้อมยืดขามาให้ผม สมมุติว่าแกเป็นตระคริว ให้ผมตีขาพาแกไปที่ทุ่น ส่วนพี่ยุทธกับโบ๊ตก็เป็นBuddyกัน ก็ปฏิบัติตามอย่างที่ผมทำส่วนพี่นก แกมีหน้าที่ถ่ายรูปครับ
พี่ป้อมจะพาพี่ยุทธกับโบ๊ตลงไปก่อน ให้ผมรอข้างบนแล้วแกจะขึ้นมารับ โดยบอกให้ค่อยๆไต่เชือกลงไป และClear หูตามไปด้วย ช่วงนี้ผมสังเกตวิธีลงไปของพี่ยุทธกับโบ๊ต ไปพลางๆ
และแล้วก็ถึงตาผมซะที พี่ป้อมขึ้นมารับ ผมปล่อยลมออกจากBCD ค่อยๆไต่เชือกลงไปและ Clear หูไปด้วย( เวลา Clear ได้จะมีเสียงเหมือนมีจรวดพุ่งออกมาจากในหู) จนมาถึงพื้นทราย ไม่น่าเชื่อว่า ผมลงมาที่ความลึก 12.8 เมตรเรียบร้อยแล้ว!!!!
ที่นี่มีปลิงทะเล(Sea Cucumber) เยอะ ผมไม่อยากโดนพวกมันจึงต้องคอยระวังให้มากๆ พี่ป้อมเคยเล่าให้ฟังว่าในการสอบภาคทะเล เราจะนำในสระว่ายน้ำมาสอบเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะบางอย่างอันตรายเกินไปและมีโอกาสเกิดขึ้นในทะเลน้อยเช่น การถอด-ใส่ BCD ใต้น้ำ เป็นต้น
เราสอบการทำ Alternate Air Source และทำBubble ไปด้วย จากนั้นก็เอาน้ำเข้าหน้ากากตั้งแต่ครึ่งหน้า เต็มหน้า และถอดใส่หน้ากาก มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนถอดหน้ากาก Regulatorเกือบหลุดจากปาก แต่ผมก็ยังมีสติ ไม่Panic ยกมือขอโทษพี่ และทำต่อไปจนเสร็จ(แบบวันแรกๆไม่มีแล้ว) พี่นกใส่ตะกั่วเพิ่มให้ผมอีก 1 ก้อน(เป็น 5 ก้อน)
พี่ป้อมและพี่นกพาว่ายทวนกระแสน้ำ(ปกติเราจะว่ายทวนก่อนเพื่อตอนกลับเรือจะได้ไม่ลำบาก) ผมยังติดการตีขาแบบรัวๆทําให้ว่ายไม่ค่อยไป สุดท้ายผมก็กลายเป็นลูกโป่งให้พี่นกคอยช่วยเหลือในไดฟ์แรกเล็กน้อย(ผมยังไม่ได้สังเกต สัตว์ใต้ทะเลมากนักเพราะมัวแต่ใจจดใจจ่อกับการพาตัวไปข้างหน้าอยู่) ซึ่งผมก็ยังคงใช้อากาศเปลืองกว่าทุกๆคน ก่อนขึ้นจากน้ำก็ให้ทำ Safty stop เพื่อให้เป็นนิสัย
หลังจากล้างตัวเรียบร้อย ก็พักกินข้าวเที่ยงก็เป็นเวลาเดียวกับนักท่องเที่ยวSnorkleing เสร็จและพักกินข้าวพอดิบพอดี ไม่น่าเชื่อว่าเหมือนลงไปไม่นานแต่ผมลงไปข้างล่างตั้ง 43 นาทีแน่ะ!!!
DIVE 2 สู่โลกกว้าง
เรือคาบาน่า MV-5 พาเรามาที่เกาะง่ามน้อย เราพักซักครู่ก่อนที่พี่ป้อมจะให้สวมFin ลองลงไป Snockle กัน ผมว่ายบนผิวน้ำอย่างอิสระ โดยหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ซึ่งความกลัวที่ว่าการไม่สวมชูชีพจะทำให้ตัวจมนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง (พี่ป้อมบอกว่าเมื่อเราก้มหน้าลง 45 องศา หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ตัวเราจะลอย)
จากนั้นเราขึ้นมาใส่BCDเตรียมลงไปอีกครั้งหนึ่ง น้ำใสมากๆครับ เราลงมาที่ความลึก 9.7 เมตร ครั้งนี้ผมว่ายตามพี่ป้อมไปเรื่อยๆ แต่มีโอกาสสังเกตสิ่งรอบข้างมากขึ้น พี่ป้อมใช้Pointer(ลักษณะคล้ายไขควง) เคาะที่Tank ตัวเองเพื่อเรียกให้พวกเรามาดู ทากทะเล (Nudibranch) 2 ชนิด ที่ผมจำได้แม่นยำคือ ทากปุ่มยักษ์ (Phyllidia varicose) มีปุ่มสีเหลือง ลำตัวมีสีน้ำเงินและสีฟ้า ส่วนอีกชนิดผมไม่แน่ใจนักจำได้ว่า มีสีออกเทาๆดำๆ นอกจากนั้นก็มีปลาผีเสื้อ(Buttleflyfish) ระหว่างว่ายไปก็คอยระวังหากตัวเริ่มลอยต่ำ ต้องเติมลมในBCDเล็กน้อย ที่สำคัญที่สุด ห้ามดำน้ำต่ำกว่าLeader(พี่ป้อมจะคอยย้ำเสมอๆ)
ผมมาตกตะลึงกับหน้าผาที่มีปลาการ์ตูนอินเดียนแดงกับดอกไม้ทะเล(Pink Anemondfish) (Sea Anemone)เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้อยู่ใกล้ๆหน้าผาขนาดนี้ สำหรับคนที่ดำน้ำในไดฟ์แรกๆอย่างผม มันช่างดูยิ่งใหญ่เสียจริงๆ ผมจึงดูพวกมันโดยไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย ซึ่งผมลอยตัวอยู่ใกล้ๆมันในใจอยากจะบอกทักทายมันว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง” เลยได้แต่ยิ้มในใจคนเดียว นอกจากนั้นก็ยังพบหอยมือเสือ(Crocus Giant Clam)
อากาศผมถึง 50 แล้ว พี่ป้อมจึงให้พี่นกพาผมขึ้นไปทำ Safty stop ในระดับ 5 เมตร ผมดีใจที่ผมพัฒนาตัวเองขึ้นมาก อย่างน้อยไดฟ์นี้ผมสังเกตสัตว์ทะเลได้มากขึ้นและผมก็ไม่เป็นลูกโป่งอีกแล้วด้วย
พอขึ้นมาผมตกใจเล็กน้อยเพราะน้ำลายผมมีเลือดปนอยู่ด้วย พี่นกบอกเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเวลาเราClear หูก็อาจจะมีเส้นเลือดฟอยในจมูกแตกบ้าง
ขึ้นมาซักพัก พี่ป้อม พี่ยุทธและโบ๊ตก็ขึ้นมา สังเกตได้ว่า พี่ยุทธเลือดเต็มMask เลย(เป็นมากกว่าผมอีก มีเพื่อนแล้ว) แต่สิ่งที่ผมยังต้องปรับปรุง คือ การใช้อากาศเปลือง และการตีขา ซึ่งพรุ่งนี้ผมจะทำให้ดีขึ้น
ขากลับเรานั่งคุยกัน ผมคุยเรื่องเรียนนิติศาสตร์กับพี่ยุทธตามประสาคนเรียนสายเดียวกัน และคุยเรื่องปลาทะเลกับโบ๊ต ซึ่งเจ้านี้มีความรู้พอตัวเลยครับ นอกจากนี้ก็ได้ฟังเรื่องเล่าจากพี่ป้อมและพี่นก หัวเราะกันจนลั่นห้องเลย
เรารอจนดิงกี้ รับ-ส่งผู้โดยสาร จนหมดจึงลงเรือ พี่ป้อมนัดเจอเราที่โต๊ะริมหาดเพื่อเรียนทฏษฏีต่อ อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
ผมขึ้นไปอาบน้ำและรีบลงมา เช่าจักรยานเพื่อลงไปปั่นที่หาด(ผมเห็นตั้งแต่วันแรกที่มา อยากขี่มากๆ ยังพอมีเวลาเหลือ 1 ชั่วโมงพอดี)
ช่วงแรกๆก็พอขี่ได้ ซักพักทรายเริ่มนิ่ม ทำให้ปั่นต่อแล้วจักรยานไม่ไป เลยต้องใช้เข็นบ้าง ผมเห็นเสน่ห์ของหาดทุ่งวัวแล่นที่ใครหลายๆคนไม่มีโอกาสมาสัมผัส ทรายละเอียด น้ำสะอาด ราวกับเกาะที่อยู่ไกลฝั่งแถมถูกใจคนรักสงบอย่างผมเพราะไม่มีเครื่องเล่นทางน้ำให้รบกวนใจ(ทราบว่าเป็นนโยบายของจังหวัด ไม่ให้มีเครื่องกีฬาทางน้ำนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ)
ไปจนสุดหาด(เหงื่อท่วม) ต้องรีบกลับแล้วผมมีเรียนนี่หว่า!! ขากลับเจอแมงกระพรุน(Jelly Fish)เกยตื้นจึงไม่ลืมที่จะถ่ายรูปเก็บไว้ ซึ่งผมก็มาคืนจักรยานอย่างทุลักทุเล ได้เหงื่อดีจริงๆ
ไฮไลต์สำคัญคือ วิธีการคำนวณไนโตรเจนที่ยังมีอยู่ในเส้นเลือดเพื่อจะดูว่าเรามีเวลาพักพอไหมก่อนดำไดฟ์ต่อไป และจะมีเวลาอยู่ใต้น้ำมากที่สุดเท่าไร ผมก็หัวช้ากว่าคนอื่นๆตามเคย แต่ก็พยายามเข้าใจให้ได้
เริ่มมืดแล้วเราย้ายโต้ะไปที่ร้านอาหาร เพื่อพักกินข้าว ก่อนที่จะนั่งทำข้อสอบต่อ วันนี้มีพี่แจ้มานั่งดูด้วย พี่ป้อมเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ไดฟ์หนึ่งที่พี่แจ้เป็น Leader พาทุกๆคนเห็นทั้งManta Ray (กระเบนราหู) และ Whale Shark (ฉลามวาฬ) ในไดฟ์เดียวกัน และยังเจออย่างอื่นอีกมากมาย ทำเอานักดำน้ำในทริปนั้นต่างอยากให้พี่แจ้มาเป็น Leader อีก(ผมฟังดู เจ๋งจริง!! แล้วก็มีความรู้สึกอยากเจอบ้าง)
วันนี้ผมมีข้อผิดพลาดในข้อสอบเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการคำนวณ และเรื่องภาษาอังกฤษ(ปฎิบัติในน้ำสามารถทำได้แต่ยังมีการสับสนเรื่องชื่อเรียกภาษาอังกฤษ) พี่ป้อมจึงนัดผมติวในวันพรุ่งนี้ 7 โมงเช้า
คืนนี้ ผมรีบนอนเช่นเคย เพราะพรุ่งนี้ยังมีอีก 2 ไดฟ์ ต้องเก็บแรงไว้
23 เมษายน 48
รีบตื่นเช้ามาตามที่นัดกับพี่ป้อมไว้ ขนาดวันนี้ที่Front ไม่ได้โทรมาปลุก แต่ก็ยังตื่นมาทันเวลา(ให้ผู้ใหญ่รอ มันไม่ดี) ระหว่างที่รอพี่ป้อมก็ฟาดBreakfast ไปพลางๆแต่ก็ยังไม่กล้ากินเยอะอยู่ดี วันนี้พี่ป้อมติวเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องปริมาตรในน้ำ ส่วนข้อสอบให้ผมไปทำที่เรือ
เราไปรอที่ Dive shop เหมือนทุกวัน ผมยังคงดูโปสเตอร์ต่างๆเหมือนเดิม มีความหวังว่าอาจจะโชคดีเจอเจ้าWhale Shark บ้าง หลังจากที่ได้ยินจากพี่ๆพูดว่า เมื่อวานมีคนพบมัน
วันนี้ดิงกี้ ออกอาการเกเร สตาร์ทไม่ค่อยติด เราจึงลอยอยู่ระหว่างฝั่งกับเรือ พี่อั๋นพยายามอยู่นาน แกบอกว่าสงสัยผสมน้ำมันมากเกินไป ในที่สุดความพยายามก็สำเร็จ
DIVE 3 ลอยในห้วงอวกาศ
เรือคาบาน่าMV-1 ซึ่งเป็นเรือLiveaboard พาเรามุ่งหน้าสู่หินแพ จุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงอีกจุดหนึ่ง โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวแบบSnorkleing โดยสารมาเหมือนเดิม พี่ป้อมบอกให้ผมทำข้อสอบเมื่อถึงฝั่งแล้วเพราะกลัวผมจะเมาเรือซะก่อน ผมสำรวจภายในเรือชั้นล่างสุดมีห้องนอนอย่างสะดวกสบาย
พยายามจะนอนแต่วันนี้นอนไม่ค่อยหลับ พี่นกบอกให้ผมเตรียมตัวได้ ผมออกไปเปลี่ยน Wet Suit,Clean mask ด้วยแชมพู ใส่อุปกรณ์และใช้ท่า Giant Stride เปลี่ยนจากคาบRegulator มาคาบ Snockleแทน และให้สัญญาณ ok ตีขามาที่ทุ่น(พี่เหนอกับคุณWerner หยอกว่า จะมารับวันพรุ่งนี้นะ พูดจบ เรือคาบาน่าMV-1 ก็ค่อยๆแล่นไปเพื่อไปให้บริการนักท่องเที่ยวต่อ
พี่ป้อมบอกว่า เราจะค่อยๆลงไปพร้อมกันช้าๆ พูดจบทุกคนปล่อยลมออกจากBCD พอเริ่มลึกลงไปผมClear หูตามไปด้วยเพื่อให้สบายขึ้น วันนี้ที่หินแพน้ำไม่ใสเหมือนDive แรกๆเมื่อวานนี้ ความรู้สึกในตอนนี้ เหมือนลอยในห้วงอวกาศ แต่ต้องพยายามสังเกตเอาไว้เพราะเริ่มมองไม่เห็นทุ่นแล้ว ผมเริ่มหายใจเข้า-ออก ช้าๆลึกๆ ตามคำแนะนำของพี่นกเพื่อประหยัดอากาศ
ไม่นานนักเราก็ลงมาอยู่ในความลึก 18 เมตรเรียบร้อย จากนั้นเราว่ายมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ระดับ 9 เมตร พี่ป้อมเคาะPointer เรียกให้มาดูเจ้าหนอนตัวแบน(Flat worm) จากนั้นไม่นานก็พบเจ้าทากปุ่มยักษ์ ชนิดเดียวกับที่พบเมื่อวานนี้ และยังมี ทากทะเล (Nudibranch) อีก 1 ชนิด มีลักษณะยาวๆ ตอนแรกผมตกใจนึกว่าเป็นการลอกคราบของงูทะเลซะอีก พอสังเกตดีๆปรากฏว่าไม่ใช่
ผมเห็นปลาชนิดหนึ่งเกาะติดเจ้าโบ๊ต สังเกตดูมันคือ เหาฉลาม(Shark Sucker) มันคงคิดว่านักดำน้ำอย่างเราเป็นฉลามวาฬ กระเบนราหูหรือเต่ากระมัง เลยจะมาช่วยทำความสะอาดให้ เจ้าโบ๊ตใช้มือไล่ๆมัน ซักพักมันก็ไป
เราเห็นอวนของชาวประมง ภายในมีปลาตายหลายตัว บางตัวเป็นปลาใหญ่ที่เข้ามากินปลาเล็กที่ติดอยู่และตายทั้งคู่ พี่ป้อมพยายามดูว่า พอจะมีตัวไหนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ จะได้ช่วยเหลือทัน ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาจะตายแล้วครับ ช่างน่าเศร้าจริงๆ
นอกจากนั้นผมยังเห็นเจ้าปลาสินสมุทร(Anglefish) แต่ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากทำให้ไม่ได้สังเกตว่าเป็นชนิดใด และยังมีฝูงปลากระพงเหลือง(Snapper)ลอยตัวนิ่งอยู่ ที่ดีใจมากๆคือ การเห็นลูกปลาแมงป่องเกล็ดเล็ก(Tassled Scorpionfish) มันปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมมากจนถ้ามันไม่ขยับตัวเราแทบจะไม่รู้เลยว่ามันอาศัยอยู่
เมื่อเราขึ้นมาทำSafty Stop ที่ระดับ 5 เมตร พี่ป้อมสาธิตการยิงSausage จากนั้นก็ให้ทำซีซาร์และเป่าลมในBCDเมื่อขึ้นจากน้ำ ผมไม่ได้สังเกตว่าเขาทำกัน เลยไม่ได้ทำอยู่คนเดียว
ถือว่าไดฟ์นี้ผมเริ่มใช้อากาศดีขึ้นเพราะไล่เลี่ยกับพี่ยุทธและโบ๊ต แม้ผมจะแตะหลัก 50 ก่อนก็ตาม เลือดยังคงออกมากับน้ำลายเช่นเดิม พี่ยุทธก็เช่นกัน พี่ป้อมบอกว่า เรายิงSausage ไปไม่นาน เรือดิงกี้ก็เห็นและมารับเราทันที ถือเป็นอุปกรณ์ดำน้ำที่ราคาถูกที่สุดและนักดำน้ำทุกๆคนควรจะมีใว้ใช้
ผมสังเกตเห็นว่าบนเรือดิงกี้มีอวนชาวประมงที่เห็นเมื่อสักครู่ เป็นคุณWernerกับพี่อีกคนที่เอาขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่า คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ๆ ที่มีการวางอวน แต่หวังว่าคงจะน้อยลงบ้าง
พักกินข้าววันนี้ มีกับข้าวมากกว่าเมื่อวานแถมอร่อยมาก ผมลืมตัวกว่าจะรู้ตัวก็ฟาดไป 2 จานเรียบร้อยแล้ว(ผมยังเหลืออีก 1 ไดฟ์) หลังจากพักพอสมควรก็ลงสู่ไดฟ์สุดท้าย
DIVE 4 ผมเจอกุ้งตัวยาว!!!!
มาที่เกาะง่ามน้อยเช่นเดิม เราเปลี่ยนชุด ขนอุปกรณ์ลงดิงกี้ แล้วไปปล่อยเราลงอีกด้านหนึ่งของเกาะ ไดฟ์นี้ได้พี่ปูซึ่งเป็นDivemasterมาช่วยหาสัตว์แปลกๆด้วย
เราลงด้วยท่า Back Row ก่อนที่จะปล่อยลมออกจาก BCD ไม่นานก็มาอยู่ในความลึกที่ 19.2 เมตรแล้ว!!!!(ปกติไดฟ์แรกของวันจะเป็นไดฟ์ที่ดำลึกที่สุด แต่เนื่องจากไดฟ์นี้เป็นไดฟ์สุดท้ายของวันแล้ว จึงไม่เป็นไรครับ)
“แก๊งๆๆๆ” เสียงใครบางคนเคาะ Pointer ผมหันมาดูปรากฏว่าพวกพี่ๆเรียกให้มาดูอะไรบางอย่างบนแส้ทะเล ผมดีใจเป็นสุดๆไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มันคือกุ้งตัวยาว(Tozeuma armatum) ครับ!!!!! นี่ผมพึ่งเห็นจากในรูปที่Dive Shop เองเป็นบทความที่ อ ธรณ์ ธารงนาวาสวัสดิ์ เขียนไว้ด้วยแต่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมัน มีเกาะที่ต้นนี้ 3 ตัวครับ ผมดูมันใกล้ๆอย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย (ทำไมผมถึงดีใจมากน่ะเหรอครับเพราะในประเทศไทยกุ้งตัวยาวมีรายงานพบที่ทะเลชุมพรเท่านั้น ไม่พบแม้กระทั่งในฝั่งอันดามัน จริงอยู่การเห็นWhale Sharkกับ Manta Ray เป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่เราก็อาจโชคดีโดยการมองเห็นเพียงแค่การ Snockleing ได้ แต่กับกุ้งตัวยาวหากคุณไม่ลงมาหาพวกมันในระดับความลึกที่พอเพียงแล้ว ไม่มีทางเห็นเด็ดขาด นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมผมถึงดีใจนัก)
จากนั้นผมสังเกตเห็นปะการังดำ(Black Coral)ซึ่งขึ้นชื่อของทะเลชุมพร พี่ป้อมเรียกให้ลงมาลอยตัวนิ่งๆ(ผมตกใจนึกว่าจะให้มุดถ้ำ) ระหว่างนี้ผมมองดูเจ้าปลาบู่ทรายอย่างใกล้ๆมันมองดูผมอย่างไม่กลัวซะด้วย จากนั้นผมก็โบกมือลามันไป นอกจากนี้ผมยังเห็นเจ้าทากปุ่มยักษ์อีกครั้ง
จากนั้นก็เริ่มยุทธการเคาะPointer เริ่มจากพี่ปู เรียกให้ดูเจ้าเต่ากระ(Hawksbill Turtle) ผมมองดูว่าอยู่ในระดับ 12 เมตร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นฝ่ายดูมันว่ายขึ้นไปเลาะหน้าผา มันช่างตัวใหญ่ น่าอัศจรรย์จริงๆครับ หลังจากที่เคยแต่Snockleing มองมันจากบนผิวน้ำเท่านั้น
หลังจากนั้นผมทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีและหันไปตามเสียงPointer เจอเต่ากระรวดเดียว 3 ตัว อาจเป็นครอบครัวเดียวกันหรือมันมานัดพบกันก็เป็นได้ พอเห็นนักดำน้ำวงก็เลยแตก(คงไม่แอบเล่นไพ่นะ) มันว่ายไปคนละทาง ตัวหนึ่งว่ายไปข้างบน ตัวหนึ่งว่ายไปทางซ้ายของผม ส่วนอีกตัว ว่ายไปทางด้านหลังของผม
จากนั้นผมก็ยังพบเจ้าปักเป้าหนามทุเรียน(Porcupinefish)ตัวใหญ่(จริงๆ) และเจ้าปลาหูช้าง(Batfish) ขนาดใหญ่เช่นกันว่ายผ่านไป
ผมยังเจอเต่ากระอีก 1 ตัว สรุปไดฟ์นี้ผมเจอไป 5 ตัวแล้ว!!!!! และผมก็ยังพบปลาหูช้างอีก 1 ตัว(ไดฟ์นี้เจอไป 2 ตัว)
พบเจ้าสินสมุทรซึ่งผมจำชนิดมันได้อย่างชัดเจน มันคือปลาสินสมุทรลายน้ำเงิน(Blue-ring Anglefish) ว่ายมาเดี่ยวๆตัวมันใหญ่มากจริงๆครับ
มองไปที่ผิวน้ำ พบครอบครัวหมึกกล้วย(Cuttlefish) ประมาณ10ตัว มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ คงเป็นครอบครัวเดียวกันแน่ๆ
นอกจากนี้ผมยังพบลูกปลาแมงป่องเกล็ดเล็กอีก 1 ครั้ง และยังมีปลากระพงเหลืองและปลาโนรี(Longfin Bannerfish)ด้วย
หลายๆครั้งในไดฟ์นี้ผมมีความรู้สึกอยากอาเจียน คงเป็นเพราะกินมากไป แต่ไม่อยากอาเจียนผ่านRegulator คงสยองไม่น้อยแน่ๆ
อากาศแตะหลัก 50 ก็ใกล้เวลาแล้ว พี่ป้อมให้ขึ้นมาทำSafty stopที่ 5 เมตร โดยให้เกาะเชือกไว้ ก่อนจะเรียกให้ผมมา ทำซีซาร์ขึ้นจากน้ำ(เริ่มจากผมก่อน) เมื่อขึ้นจากน้ำก็ให้เป่าลมเข้า BCD แล้วพี่ป้อมลงไปรับพี่ยุทธและโบ็ตต่อ ถึงตอนนี้ผมเก็บอาการไม่อยู่ นอกจากน้ำลายเป็นเลือดซึ่งเป็นปกติแล้ว ก็คลื่นไส้ออกมา แต่ไม่มีข้าวออกมา ผมไม่กลัวอะไรแล้ว อยากจะออกมาก็ออกมาเลย(ข้าอยู่บนผิวน้ำแล้ว)
หลังจากขึ้นเรือดิงกี้ พี่นกชมว่าผมเตะFinได้ดีขึ้น ผมคิดว่าผมหายใจได้ดีขึ้นมากด้วย อากาศของผม แม้จะหมดเร็วกว่าแต่ไล่เลี่ยกับพี่ยุทธและโบ๊ตไม่มากหากเทียบดูจากไดฟ์แรก
ระหว่างเช็ดตัว มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งมาถามผมว่า เจออะไรมาบ้าง ผมเล่าให้เขาฟังและยิ้ม อย่างน้อยผมได้ก้าวหน้าไปกว่าเขา 1 ขั้นแล้ว(แบบพี่เจี๊ยบ อภินันท์ เคยว่าไว้)
บนเรือคาบาน่าMV-1 เรานั่งคุยด้วยความสนุกสนานเหมือนเคย ทุกๆคนเห็นเจ้าปลาไหลมอเรย์(Moray Eel)ด้วย มีผมคนเดียวที่ไม่เห็น มันอยู่ข้างล่างเจ้า Blue-ring Anglefish (เจ็บใจมาก ไม่ได้มองเอง) พี่ป้อมพูดว่าไดฟ์สุดท้ายนี่โชคดีมากเห็นหลายอย่างเลย ผมคิดว่าการจะหาสัตว์ทะเลอาศัยโชคอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีคนหาสัตว์เก่งๆ อย่างไดฟ์นี้ พี่ปูก็ช่วยให้เราเห็นสัตว์หายากหลายชนิดเลย
พอขึ้นฝั่ง หลังจากช่วยขนของไปที่Dive Shop แล้ว พี่ป้อมBrief สรุปให้เราเกี่ยวกับ Skillต่างๆที่เราฝึกมาตลอด 4 วัน ส่วนผมก็ถึงคราวที่ต้องทำข้อสอบเมื่อวานใหม่ทั้งหมด ซึ่งข้อผิดพลาดอาจมีบ้างแต่น้อยกว่าเมื่อวานซึ่งพี่ป้อมก็ช่วยอธิบายในส่วนที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง
จากนั้นพี่ป้อมสอนวิธีการใช้Log Book(สมุดบันทึกของนักดำน้ำ) และช่วยเราเขียนตลอดทั้ง 4 ไดฟ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำในไดฟ์ต่อๆไปของเรา
ผมได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าแล้ว(พี่อีที) ทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ที่นี่ อย่างน้อยผมก็ได้ทำทักทายตามประสาพี่ๆน้องๆเรียบร้อย คราวหน้าถ้าผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง การพบกันก็จะสนิทสนมมากขึ้น
ค่ำนี้ เรากินอาหารร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง มีพี่เอกมาร่วมด้วยและแน่นอนครับ ความสนุกสนานย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย พี่ป้อมกับพี่นกจะกลับกรุงเทพในคืนนี้(แกบอกว่าไม่อยากกลับแต่ต้องกลับไปสะสางงานต่อให้เสร็จ) เรากินกันอย่างอร่อย มีใบเหลียงผัดไข่ ,สะตอผัดกุ้งและต้มยำรวมมิตรด้วย
คืนนี้ผมหลับอย่างสบายอารมณ์ ในใจชักไม่อยากกลับซะแล้ว(นอนสบายกว่าที่บ้านอีก)
24 เมษายน 48
ผมวางแผนผิดพลาดไปหน่อย ทำให้ไม่ได้ไปเที่ยวในช่วงเช้า แถมอดกลับโดยรถไฟเพราะเต็มซะแล้ว จึงเปลี่ยนแผนกลับโดยรถทัวร์ในรอบบ่าย ระหว่างรอรถมาก็สำรวจรอบๆที่พัก ผมถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จากการที่ผมเป็นคนเที่ยวทะเลบ่อยๆ หาดทุ่งวัวแล่นกลายเป็นหาดในดวงใจ 1ใน3 ของผมไปเรียบร้อยแล้ว
ขากลับแม้ผมจะไม่มีเวลาไปนมัสการเสร็จเตี่ย(กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ที่หาดทรายรีแต่ผมก็ได้นมัสการท่านในตัวเมืองแทน จากการช่วยเหลือจากพี่คนขับ(ในตัวเมืองมีอนุเสาวรีย์ของท่านด้วย)
ผมคิดว่าการที่ได้มาเรียนดำน้ำ ได้มีโอกาสเจอสัตว์แปลกๆทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็นเป็นเรื่องที่ดี ผมสามารถทำให้ความฝันเป็นจริงแล้วก้าวหนึ่งและยังจะคงมีก้าวต่อไปตราบเท่าที่หัวใจของผมเรียกร้อง
แต่การที่ผมได้มารู้จักกับเพื่อนใหม่ ได้รู้จักกับสังคมใหม่ๆนั่นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและไม่สามารถหาได้จากที่ไหน อย่างน้อย สังคมความชอบในเรื่องเดียวกันของผมก็ได้เกิดขึ้นแล้วซึ่งมันจะค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่เสียใจเลยกับการทิ้งโอกาสการไปเที่ยวในสถานที่ที่ผมชอบมากแต่กลับเสียใจมากกว่าหากปล่อยให้โอกาสดีๆเช่นนี้หลุดลอยไปอีกครั้งซึ่งอาจจะเป็นปีหน้าหรืออีกหลายๆปีกว่าผมจะได้มีโอกาสมาเรียนดำน้ำ
อยากให้หลายๆคนที่ยังไม่มีโอกาสเรียนดำน้ำได้มาเห็นแบบผมบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณเท่านั้นล่ะครับ ว่าจะเริ่มต้นได้เมื่อไร? และที่ไหน?
พวกเขาเหล่านั้น ยังรอคอยคุณเสมอครับ เชื่อผมเถอะ!!!!
Kasab
(Phop Payapvipapong)
28/4/2005
15.54 .